เจดีย์ริมทะเลสาบซีหูฝั่งใต้ที่นางพญางูขาวถูกขังไว้ใต้ฐาน — องค์เดิมพังลงปี 1924 สร้างใหม่บนซากเดิมปี 2002 มีบันไดเลื่อนและลิฟต์พาขึ้นไปดูวิวซีหูที่สวยที่สุดยามพระอาทิตย์ตก
บอกเลยว่าเจดีย์ส่วนใหญ่ในจีนเป็นแค่อนุสรณ์เก่า — แต่เจดีย์เหลยเฟิงไม่ใช่ ลองนึกภาพ: คุณยืนอยู่ริมทะเลสาบซีหูฝั่งใต้ตอนบ่ายแก่ มองขึ้นไปบนยอดเขาเล็กๆ ที่เรียกว่า "เขาซีจ้าว" (เขาตะวันลับฟ้า) มีเจดีย์ห้าชั้นสีน้ำตาลทองตั้งตระหง่าน แสงเย็นสาดทะเลสาบเป็นสีทอง — นี่คือฉากที่คนจีนรู้จักจากนิทานพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็ก เพราะใต้เจดีย์องค์นี้คือที่ที่ นางพญางูขาว ถูกขังไว้
เจดีย์เหลยเฟิง สร้างครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 975 โดยกษัตริย์เฉียนฉู่แห่งอาณาจักรอู๋เยฺว่ เพื่ออุทิศให้สนมคนโปรด "พระสนมหวง" จึงมีอีกชื่อว่า "เจดีย์หวงเฟย" เจดีย์ยืนเฝ้าทะเลสาบซีหูมานานเกือบพันปี จนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 1924 มันก็พังครืนลงมาทั้งองค์ สาเหตุน่าเศร้าปนขำ — ชาวบ้านแถวนั้นเชื่อว่าอิฐจากเจดีย์มีพลังขับไล่โรคภัยและกันแท้งลูก เลยแอบมาขโมยอิฐไปทีละก้อนสองก้อนจนฐานทรุด
เจดีย์ที่คุณเห็นวันนี้เป็นองค์ที่ สร้างใหม่และเปิดเมื่อ 25 ตุลาคม 2002 สูงราว 71 เมตร แต่จุดที่ทำให้มันพิเศษคือ เขาไม่ได้รื้อซากเดิมทิ้ง — เจดีย์ใหม่ถูกสร้างครอบ ซากฐานอิฐดั้งเดิมจากปี 975 เอาไว้ แล้วทำพื้นกระจกให้เดินดูซากข้างใต้ได้ พร้อมห้องใต้ดิน (กงเตี้ยน) ที่ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุและของมีค่าโบราณ ทำให้ที่นี่เป็นทั้งวิวซีหูชั้นเยี่ยม พิพิธภัณฑ์ และฉากตำนานในที่เดียว
ตำนาน ประวัติ และสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในก่อนคุณก้าวขึ้นบันไดเลื่อน
ปายซู่เจิน นางงูขาวที่บำเพ็ญตบะพันปีจนแปลงร่างเป็นหญิงสาวงาม ตกหลุมรักและแต่งงานกับชายหนุ่มชื่อสวี่เซียน แต่หลวงจีนฝ่าไห่มองว่าเป็นปีศาจ จึงปราบและขังนางไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิง เรื่องราวความรักข้ามภพข้ามชาตินี้คนจีนเล่าต่อกันมาหลายร้อยปี ตอนเจดีย์เก่าพังปี 1924 หลายคนถึงกับพูดติดตลกว่า "นางงูขาวเป็นอิสระแล้ว"
เมื่อก้าวเข้าเจดีย์ใหม่ สิ่งแรกที่เจอคือซากฐานอิฐขององค์เดิมที่ยืนมาตั้งแต่ปี 975 ครอบไว้ด้วยกระจกให้เดินดูรอบได้ เป็นจุดที่ขนลุกพอตัว — คุณกำลังยืนทับประวัติศาสตร์พันปีที่พังลงเมื่อร้อยปีก่อน นี่เป็นวิธีที่เจดีย์ใหม่เคารพของเดิม แทนที่จะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่หมด
ก่อนสร้างองค์ใหม่ นักโบราณคดีขุดสำรวจห้องใต้ดินใต้ฐานเดิม พบโบราณวัตถุหลายสิบกลุ่ม ทั้งพระพุทธรูปสำริดปิดทอง กระจกสำริด เหรียญโบราณ และสถูปเงินปิดทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของบางส่วนจัดแสดงอยู่ในเจดีย์ให้ชมได้ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูป แต่เป็นแหล่งโบราณคดีพุทธจริงๆ
ชื่อทัศนียภาพนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง หมายถึงภาพเจดีย์เหลยเฟิงรับแสงพระอาทิตย์ตกริมซีหู เงาสะท้อนผืนน้ำเป็นสีทอง มองข้ามทะเลสาบไปทางเหนือจะเห็นเจดีย์เป่าฉู่ตั้งคู่กัน — เจดีย์สององค์เฝ้าซีหูคนละฝั่งเหนือใต้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เป่าฉู่เหมือนสาวงาม เหลยเฟิงเหมือนพระสงฆ์"
เจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา ตรงทางเข้าจึงมี บันไดเลื่อนกลางแจ้ง พาขึ้นจากตีนเขาไปถึงลานฐานเจดีย์โดยไม่ต้องเดินเขาเอง พอเข้าตัวเจดีย์ก็มี ลิฟต์ พาขึ้นชั้นบนอีกที เหมาะกับผู้สูงอายุ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก หรือใครที่เดินเยอะไม่ไหว แต่ถ้าอยากค่อยๆ เดินบันไดชมแต่ละชั้น ก็ได้บรรยากาศกว่าเพราะมีของจัดแสดงและภาพแกะสลักเล่าตำนานนางงูขาวอยู่ตลอดทาง
เผื่อเวลาที่นี่ราว 1–1.5 ชั่วโมง กำลังดี — ดูซากฐานชั้นล่าง ขึ้นไปชมวิวชั้นบน แล้วลงมาเดินเล่นริมทะเลสาบต่อ
หัวใจของการมาเหลยเฟิงคือวิวจากชั้นบนสุด เพราะเจดีย์อยู่บนเนินริมน้ำฝั่งใต้ มองออกไปจะเห็น ทะเลสาบซีหูเต็มผืน มี ซูตี (เขื่อนซู) ทอดยาวเป็นเส้นสีเขียวกลางน้ำ เห็นเกาะกลางทะเลสาบ และไกลออกไปคือ เจดีย์เป่าฉู่ บนเขาฝั่งเหนือ ช่วงบ่ายแก่ถึงพระอาทิตย์ตกคือเวลาทอง แสงเย็นทำให้ทุกอย่างเป็นสีทองอมส้ม — สมกับชื่อ "เหลยเฟิงยามอัสดง" จริงๆ
ข้อดีของเหลยเฟิงคือทำเล — อยู่ปลายใต้ของ ซูตี (เขื่อนซู) เดินมาทางใต้ราว 10 นาทีก็ถึง ใกล้ๆ ยังมี วัดจิ้งฉือ (Jingci Temple) ที่อยู่เชิงเขาฝั่งตรงข้ามถนน เสียงระฆังยามเย็นของวัดนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในสิบทัศนียภาพซีหู (南屏晚钟 "ระฆังเย็นหนานผิง") แผนที่เข้าทางคือ เดินซูตีช่วงบ่าย แวะเหลยเฟิงตอนเย็นเพื่อดูพระอาทิตย์ตก แล้วค่อยกลับเข้าเมือง — ครบทั้งเดิน ทั้งวิว ทั้งตำนานในครึ่งวัน
เจดีย์อยู่ริมซีหูฝั่งใต้ ไม่มีสถานีรถไฟฟ้าติดตัวเจดีย์โดยตรง แต่ไปได้หลายทางและไม่ยาก
ทั้งสามจุดนี้อยู่รอบทะเลสาบซีหู เดินหรือนั่งรถต่อกันได้ง่าย