นั่งรถไฟฟ้าสาย 1 ลอยข้ามทะเลจากเกาะเซียะเหมินมาราว 30 นาที ก็ถึงเมืองโรงเรียนที่ตันกาห์กี (เฉินเจียเกิง) สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน — เดินดูตึกหลังคาจีนบนตัวฝรั่ง สวนเต่าริมทะเลกับงานหินสลักหกร้อยภาพ และสระเรือมังกรที่สะท้อนตึกเก่าทั้งแถว
ลองนึกภาพ: คุณนั่งรถไฟฟ้าออกจากใจกลางเกาะเซียะเหมิน วิ่งไปสักพักรางก็ยกตัวขึ้นลอยข้ามทะเล หน้าต่างเต็มไปด้วยน้ำทะเลกับสะพานยาว แล้วลงที่สถานีชื่อแปลกหู จี๋เหม่ยเสฺวเฉวิน (集美学村) เดินออกมาไม่กี่นาทีก็เจอตึกเรียนเก่าเรียงราย หลังคาทรงจีนปลายเชิดงอน แต่ตัวตึกข้างล่างกลับเป็นเสาหินหน้าต่างโค้งแบบยุโรป — เมืองทั้งเมืองนี้ไม่ใช่ย่านเก่าธรรมดา แต่เป็นเมืองโรงเรียน ที่ชายคนหนึ่งสร้างให้บ้านเกิดของตัวเองด้วยเงินที่หามาจากต่างแดน
จี๋เหม่ยเสฺวเฉวิน แปลตรงตัวว่า "หมู่บ้านโรงเรียนจี๋เหม่ย" เป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาที่ ตันกาห์กี หรือชื่อจีนว่า เฉินเจียเกิง (陈嘉庚) ชาวจีนโพ้นทะเลที่ร่ำรวยจากยางพาราในมาลายา เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1913 จากโรงเรียนเล็กๆ ค่อยๆ ขยายเป็นโรงเรียนประถม มัธยม วิทยาลัยครู โรงเรียนเดินเรือ ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ยังเป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจี๋เหม่ยและสถาบันอื่นๆ ที่มีนักศึกษาเดินขวักไขว่จริงๆ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่ตายแล้ว
เสน่ห์ที่ทำให้คนแวะมา มีสามอย่างหลักๆ คือ ตัวสถาปัตยกรรม "เจียเกิง" ที่หาดูที่อื่นยาก, สวนเต่า (鳌园) ริมทะเลที่รวมงานหินสลัก อนุสรณ์ และสุสานของตันกาห์กีเอง, และบรรยากาศริมสระเรือมังกร (龙舟池) ที่เงียบสงบมีตึกเก่าสะท้อนน้ำ — ทั้งหมดอยู่ไกลจากความวุ่นวายของย่านท่องเที่ยวบนเกาะ เหมาะกับคนที่อยากได้ครึ่งวันช้าๆ ที่มีเรื่องเล่าอยู่เบื้องหลังทุกตึก
จากตึกฝรั่งสวมหมวกจีน ไปถึงสวนเต่าริมทะเลและสระเรือมังกร — รู้ก่อนไปจะเดินได้ครบ ไม่พลาดจุดสำคัญ
เอกลักษณ์ของจี๋เหม่ยคือสไตล์ตึกที่ตันกาห์กีคิดเอง เอาหลังคากระเบื้องแบบจีนหมิ่นหนานที่ปลายสันหลังคาเชิดงอนแบบหางนกนางแอ่น มาวางครอบบนตัวอาคารหินแกรนิตและอิฐแดงสไตล์ตะวันตก คนจีนเรียกเล่นๆ ว่า "ตึกฝรั่งสวมหมวกจีน" เดินไปตามถนนในเมืองจะเจอหอเรียน หอประชุม และตึกหอพักหลายหลังที่สร้างด้วยสไตล์นี้ ตึกที่คนชอบถ่ายมากคืออาคารริมสระเรือมังกรกับหอสูงที่มองเห็นแต่ไกล
หัวใจของการมาจี๋เหม่ย สวนเต่าหรืออาวหยวนเป็นสวนริมทะเลที่ตันกาห์กีออกแบบและคุมก่อสร้างเองช่วงบั้นปลายชีวิต ตั้งแต่ปี 1950 จนเสร็จราวปี 1961 ชื่อ "เต่า" มาจากรูปทรงของแหลมที่ยื่นลงทะเลคล้ายกระดองเต่า ภายในมีทางเดินที่ผนังสองข้างแกะสลักหินเป็นภาพประวัติศาสตร์ ตำนาน และวิถีชีวิตจีนรวมกว่าหกร้อยภาพ กลางลานมีอนุสรณ์การปลดปล่อยจี๋เหม่ย (集美解放纪念碑) เสาหินสูงราว 28 เมตร เดินดูงานสลักละเอียดๆ ไปพร้อมฟังเสียงคลื่นได้เพลินมาก
ตันกาห์กีเสียชีวิตในปี 1961 และถูกฝังไว้ในสวนเต่าที่ท่านสร้างเอง ตัวหลุมศพออกแบบเป็นทรงครึ่งวงกลมคล้ายกระดองเต่า ล้อมด้วยแผ่นหินสลักเล่าเรื่องราวชีวิตและคุณงามความดีของท่าน เป็นจุดที่คนจีนจำนวนมากตั้งใจมาคารวะในฐานะนักการศึกษาและผู้ใจบุญคนสำคัญ เดินผ่านแล้วจะเข้าใจว่าทำไมทั้งเมืองนี้ถึงถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจขนาดนั้น — เพราะมันคือมรดกที่ท่านอยากทิ้งไว้ให้ลูกหลานจริงๆ
ใกล้กับสวนเต่ามีหอรำลึกตันกาห์กีที่เล่าเรื่องชีวิตของท่านตั้งแต่ออกจากบ้านไปทำงานต่างแดน สร้างกิจการยางพารา จนกลับมาทุ่มเงินสร้างโรงเรียน มีข้าวของ ภาพถ่าย และเอกสารจัดแสดง พร้อมบ้านพักเดิมที่ยังเก็บรักษาไว้ในสภาพเรียบง่ายอย่างน่าทึ่งเมื่อเทียบกับความร่ำรวยของท่าน บัตรเข้าสวนเต่ามักรวมส่วนนี้ไว้ด้วย เดินต่อเนื่องกันได้ ใครสนใจประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่จะได้อรรถรสเป็นพิเศษ
สระน้ำกว้างกลางเมืองที่ตันกาห์กีสร้างไว้สำหรับแข่งเรือมังกร ขอบสระด้านหนึ่งเรียงรายด้วยศาลาและอาคารสถาปัตยกรรมเจียเกิงที่สะท้อนเงาลงผิวน้ำ เป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมโดยเฉพาะช่วงเย็นแสงนุ่มๆ เดินเล่นรอบสระสบายๆ ไม่เสียค่าเข้า บางช่วงของปี (โดยเฉพาะเทศกาลไหว้บะจ่างราวเดือนมิถุนายน) ที่นี่ยังใช้จัดแข่งเรือมังกรจริงตามธรรมเนียม ถ้าจังหวะตรงกันจะได้เห็นบรรยากาศคึกคักแบบที่ภาพนิ่งให้ไม่ได้
ตันกาห์กี (เฉินเจียเกิง) เกิดที่จี๋เหม่ยในปี 1874 ออกจากบ้านไปทำงานกับครอบครัวที่สิงคโปร์ตั้งแต่วัยรุ่น แล้วค่อยๆ สร้างกิจการของตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจยางพาราและสับปะรดที่ใหญ่ที่สุดในมาลายา แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของท่านอยู่ยงคือ ท่านไม่ได้เก็บความร่ำรวยไว้กับตัว — ท่านเชื่อว่า "การศึกษาคือรากฐานของการกอบกู้ชาติ" และทุ่มเงินมหาศาลกลับมาสร้างโรงเรียนในบ้านเกิด
เริ่มจากโรงเรียนเล็กๆ ในปี 1913 ท่านขยายต่อเนื่องเป็นทั้งเมืองโรงเรียน และในปี 1921 ก็ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเซียะเหมินขึ้นด้วยเงินส่วนตัว ว่ากันว่าหลายช่วงที่ธุรกิจขาดทุน ท่านยังยอมขายทรัพย์สินเพื่อให้โรงเรียนเดินต่อได้ ความตั้งใจระดับนี้คือเหตุผลที่คนจีนยกย่องท่านมาจนถึงทุกวันนี้
ตันกาห์กีใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างแดนและเห็นสถาปัตยกรรมตะวันตกมามาก แต่หัวใจยังเป็นจีน ท่านจึงคิดสไตล์ที่เอาความแข็งแรงและประโยชน์ใช้สอยของตึกฝรั่ง (เสาหิน ระเบียงโค้ง ห้องโถงโปร่ง) มารวมกับหลังคาทรงจีนที่สื่อถึงรากเหง้า กลายเป็นสถาปัตยกรรมเจียเกิงที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของทั้งจี๋เหม่ยและมหาวิทยาลัยเซียะเหมิน
ถ้าได้ไปเดินมหาวิทยาลัยเซียะเหมินบนเกาะมาแล้ว จะสังเกตว่าตึกหลายหลังใช้ภาษาเดียวกันนี้ การมาจี๋เหม่ยจึงเหมือนได้เห็น "ต้นฉบับ" ของสไตล์ที่กระจายไปทั่วเมือง เป็นเหตุผลที่คนชอบสถาปัตยกรรมมักจับคู่สองที่นี้ไว้ในทริปเดียว
เรื่องที่ทำให้การไปจี๋เหม่ยสนุกกว่าที่คิดคือตัวการเดินทางเอง รถไฟฟ้าสาย 1 ของเซียะเหมินมีช่วงที่รางยกตัวขึ้นวิ่งลอยข้ามทะเลระหว่างเกาะกับฝั่งจี๋เหม่ย ยาวราว 2.8 กิโลเมตร ถ้านั่งฝั่งหน้าต่างจะได้วิวน้ำทะเลกว้างกับสะพานข้ามทะเลแบบฟรีๆ หลายคนตั้งใจไปเที่ยวจี๋เหม่ยส่วนหนึ่งก็เพราะอยากลองนั่งช่วงนี้ — เป็นรถไฟฟ้าในเมืองไม่กี่สายในจีนที่ให้ฟีลแบบนี้
เคล็ดลับเล็กๆ: ขาไปลองนั่งฝั่งหนึ่ง ขากลับสลับไปอีกฝั่ง จะได้วิวทะเลทั้งสองด้าน และถ้าเลือกเวลาได้ ช่วงบ่ายแก่ๆ ถึงเย็นแสงจะนุ่มสวยกว่าตอนกลางวันแดดจัด
ข่าวดีคือเซียะเหมินมีรถไฟฟ้า และจี๋เหม่ยเป็นหนึ่งในที่เที่ยวที่นั่งรถไฟฟ้าไปสะดวกที่สุด วิธีที่แนะนำคือรถไฟฟ้าสาย 1 (Line 1) ลงสถานีจี๋เหม่ยเสฺวเฉวิน (集美学村站) ซึ่งตั้งชื่อตามที่เที่ยวนี้โดยตรง เดินออกจากสถานีไม่กี่นาทีก็ถึงตัวเมืองโรงเรียน จ่ายค่ารถด้วยการสแกน Alipay/WeChat หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียวที่ตู้อัตโนมัติก็ได้
ดูสถาปัตยกรรมเจียเกิงต้นฉบับที่จี๋เหม่ยแล้ว ข้ามไปดูฉบับริมทะเลบนเกาะ พร้อมที่เที่ยวอื่นในทริปเดียว