ที่กวางสีเขาไม่ "ชง" ชา เขา "ตี" ชา — เอาใบชาเจียวกับน้ำมัน ขิง กระเทียม ทุบให้แหลกในกระทะเหล็ก แล้วต้มเป็นน้ำซุปสีเขียวเค็มๆ ราดข้าวพอง ถั่วลิสง ต้นหอม ซดทั้งน้ำทั้งของกรอบ ถ้วยแรกขม ถ้วยสามอร่อย — นี่คือ 恭城油茶 มรดกชาวเย้าที่ดื่มแทนมื้อได้ทั้งวัน
ถ้าได้ยินคำว่า "ชาน้ำมัน" แล้วนึกภาพชาหวานเย็นๆ ลืมไปได้เลย โหย่วฉา (油茶) คือน้ำซุปชาอุ่นๆ สีเขียวขุ่น รสเค็มนำ ขมนิดๆ หอมกลิ่นใบชาเจียวไหม้อ่อนๆ ดื่มร้อนจากถ้วยเล็ก กินคู่กับข้าวพองและถั่วที่ลอยอยู่ในถ้วย คนกวางสีกินมันเป็น มื้อเช้าและมื้อกลางวันจริงๆ ไม่ใช่ของหวานปิดท้าย และที่บ้านเกิดของมันอย่างอำเภอ กงเฉิง (恭城) แทบทุกบ้านมีกระทะเหล็กกับไม้ตำชาประจำครัว ตื่นมาก็ตีชาดื่มกันก่อนออกไปทำงาน
เสน่ห์ของมันอยู่ที่รสที่ค่อยๆ เปลี่ยน คนเย้ามีคำพูดติดปากว่า "ถ้วยแรกขม ถ้วยสองฝาด ถ้วยสามถึงจะอร่อย" เพราะพอความขมของชาไปเจอความหวานมันของข้าวพองกับถั่ว มันจะกลายเป็น หวานติดคอ (回甘) ที่ยิ่งดื่มยิ่งติด และเพราะกวางสีไม่ใช่สายเผ็ดชาแบบเสฉวน โหย่วฉาเลยอ่อนโยน ดื่มได้ทั้งบ้าน ตั้งแต่เด็กยันคนแก่ บทความนี้พาคุณรู้จักตั้งแต่ มันทำยังไง ดื่มยังไงให้อร่อย ไปลองได้ที่ไหนในกุ้ยหลิน และทำไมมันถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมของ UNESCO
น้ำชาคือพระเอก แต่ของกรอบที่ลอยอยู่ข้างบนคือสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นมื้อ
1
น้ำซุปสีเขียวขุ่นที่ได้จากใบชาเขียวเจียวกับน้ำมัน ขิง กระเทียม แล้วตำจนแหลกก่อนเติมน้ำต้ม รสเค็มนำ ขมอ่อนๆ จากชา หอมกลิ่นเจียว ดื่มร้อนจากถ้วยเล็ก เป็นรสที่แปลกในคำแรกแต่ติดในคำที่สาม น้ำชาดีๆ จะ ใสแต่กลมลึก ไม่ฝาดจนเฝื่อน
ข้าวเหนียวอบหรือทอดจนพองกรอบ ใส่ลงในถ้วยก่อนราดน้ำชาร้อนทับ มันคือพระรองที่สำคัญที่สุด เพราะ ความหวานมันของข้าวพองคือสิ่งที่เปลี่ยนความขมของชาให้กลายเป็นหวาน พอชาซึมเข้าข้าว ข้าวจะนุ่มหนึบขึ้นนิดแต่ยังมีความกรอบ ตักกินตามน้ำชาแล้วรสจะกลมขึ้นทันที
ถั่วลิสงคั่วหรือทอดโรยลงถ้วย ให้ความมันและกลิ่นหอม บางร้านใส่ แป้งทอดกรอบ (馓子) เส้นเล็กๆ กรอบร่วน หรือข้าวเหนียวทอด งาขาว ลงไปด้วย ทั้งหมดนี้ลอยอยู่บนผิวน้ำชา ทำให้แต่ละคำมีทั้งน้ำ ทั้งของเคี้ยว ทั้งความมัน — นี่คือเหตุผลที่โหย่วฉาถึงอิ่มท้องพอเป็นมื้อได้จริง
โหย่วฉาแท้ๆ ไม่ได้มาถ้วยเดียวจบ แต่มากับ ของกินเล่นวางเต็มโต๊ะ ให้หยิบกินคู่กับชาไปเรื่อยๆ — ขนมข้าวใบเหมียงสีเขียว (艾叶粑) ข้าวเหนียวห่อ เผือกทอด ไส้กรอกถิ่น ของทอดจิปาถะ สั่งมาวางกลางโต๊ะแล้วทุกคนหยิบกินร่วมกัน เติมชาไปเรื่อยๆ จนอิ่ม เป็นมื้อที่ กินยาว ไม่รีบ และเป็นเรื่องของการนั่งคุยกัน พอๆ กับเรื่องกิน
คำว่า 打 แปลว่า "ตี" จริงๆ — เสียงไม้ทุบกระทะเหล็กเป็นจังหวะคือสัญญาณว่าโหย่วฉากำลังมา
ตั้งกระทะเหล็กใบเล็ก ใส่น้ำมัน (ดั้งเดิมใช้น้ำมันเมล็ดชา) แล้วใส่ใบชาเขียว ขิงทุบ กระเทียม บางบ้านใส่ถั่วลิสงลงเจียวด้วย ผัดเร็วๆ จนเริ่มหอมและออกสีน้ำตาลทอง
เอา ไม้ตำชา (茶槌) ทุบใบชาในกระทะซ้ำๆ เป็นจังหวะ เคล็ดอยู่ที่ "ทุบเบา กดหนัก" จนใบชาแหลกและคายรสออกมา — ขั้นนี้เองที่ทำให้รสต่างจากชาชงทั่วไป และเป็นที่มาของชื่อ "ตีชา"
เติมน้ำลงไปต้มจนเดือด เคี่ยวให้รสชาออกมาเต็มที่ กลิ่นเจียวกับชาจะลอยทั่วครัว หม้อหนึ่งต้มได้หลายรอบ รอบแรกรสเข้มสุด รอบหลังๆ อ่อนลงแต่ยังหอม
กรองกากชาด้วยตะแกรงไม้ไผ่ เหลือแต่น้ำชาใสร้อนๆ ราดลงถ้วยที่ใส่ ข้าวพอง ถั่ว แป้งทอด ต้นหอม ไว้แล้ว เสิร์ฟทันทีตอนร้อน ดื่มถ้วยเล็กแล้วเติมใหม่ เจ้าบ้านมักตีให้แขกดื่มกันหลายถ้วยจนอิ่ม
ไม่ต้องไปไกลก็ได้ลอง — แต่ถ้าอยากได้ของแท้ที่สุด ต้นตำรับอยู่ที่กงเฉิง
ในตัวเมืองกุ้ยหลินมีร้านโหย่วฉาเย้าหลายเจ้า โดยเฉพาะแถบถนนชวนซานเขตชีซิง ส่วนใหญ่คิดราคา เหมาจ่ายต่อหัว ดื่มชาได้ไม่อั้นเติมฟรี กินคู่กับของเคียงที่สั่งเพิ่มเป็นจาน เหมาะถ้าอยากลองรสชาติก่อนโดยไม่ต้องนั่งรถออกนอกเมือง บรรยากาศเป็นร้านท้องถิ่นง่ายๆ คนกุ้ยหลินมากินกันจริง
ถ้าอยากได้ของแท้และบรรยากาศหมู่บ้าน กงเฉิง (อำเภอปกครองตนเองชนเผ่าเย้า) คือบ้านเกิดของโหย่วฉา ทั้งอำเภอแทบทุกบ้านดื่มกันทุกวัน มีร้านโหย่วฉาเรียงรายทั่วเมือง ราคาถูกกว่าในตัวเมืองกุ้ยหลิน เป็น ทริปวันเดียว ที่ได้กินถึงถิ่นจริง พ่วงเที่ยววัดขงจื๊อกงเฉิงและสวนผลไม้ (กงเฉิงดังเรื่องลูกพลับ 月柿 ด้วย) ได้ในวันเดียว
นอกจากร้านนั่ง ตลาดเช้าและย่านของกินบางแห่งในกุ้ยหลินมีแผงโหย่วฉาให้ซื้อถ้วยเดียวลองได้ ราคาย่อมเยา เหมาะกินคู่กับ หมี่กุ้ยหลิน เป็นมื้อเช้าแบบกวางสีเต็มสูบ — เริ่มด้วยหมี่หนึ่งชาม ตามด้วยโหย่วฉาหนึ่งถ้วย อิ่มและได้รสถิ่นครบ บอกตรงๆ ว่าแผงในย่านนักท่องเที่ยวอาจปรับรสให้อ่อนลงสำหรับคนนอก ถ้าอยากได้รสจัดของจริงให้มองหาร้านที่คนท้องถิ่นนั่งเต็ม
ฝั่งหยางซั่วก็มีร้านอาหารกวางสีที่เสิร์ฟโหย่วฉาให้นักท่องเที่ยวลอง โดยเฉพาะแถบ ถนนซีเจีย (西街) ที่เป็นย่านคาเฟ่และร้านอาหารนานาชาติ เหมาะถ้าคุณพักหยางซั่วอยู่แล้วและอยากลองโหย่วฉาคู่กับการเที่ยวล่องแพแม่น้ำหลี กินเป็ดเบียร์ บอกตรงๆ ว่าราคาแถวซีเจียจะสูงกว่าร้านท้องถิ่นในเมือง เพราะเป็นย่านนักท่องเที่ยว แต่สะดวกและมีเมนูภาษาอังกฤษ
รสมันค่อยๆ เปิด ถ้ารู้วิธี ถ้วยแรกก็อร่อยได้ ไม่ต้องรอถ้วยสาม
1. อย่าดื่มน้ำเปล่าๆ ตักของในถ้วยกินตาม — ความผิดพลาดของคนลองครั้งแรกคือซดแต่น้ำชา แล้วเจอความขมเต็มๆ จนตกใจ จริงๆ แล้วต้องตักข้าวพองกับถั่วที่ลอยอยู่กินตามทุกอึก ความหวานมันของมันจะตัดความขมทันที รสจะกลมขึ้นเยอะตั้งแต่คำแรก
2. ดื่มร้อน เติมเรื่อยๆ — โหย่วฉาต้องดื่มร้อน พออุ่นลงรสจะเฝื่อนขึ้น ถ้วยเล็กดื่มหมดไวก็เติมใหม่ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะหม้อต้มได้หลายรอบ คนกวางสีดื่มกันคนละหลายถ้วยจนอิ่ม นี่คือธรรมเนียมปกติ
3. สั่งของเคียงมาวางกลางโต๊ะ — ถ้าอยากกินเป็นมื้อจริง สั่งขนมใบเหมียง ข้าวเหนียว เผือกทอด หรือของทอดถิ่นมาวางกลางโต๊ะ แล้วกินสลับกับชา นี่คือวิธีกินแบบกงเฉิงแท้ๆ ที่ทำให้โหย่วฉากลายเป็นมื้อยาวๆ ที่นั่งคุยกันได้ทั้งเช้า
4. ไม่เผ็ด ดื่มได้ทั้งบ้าน — ย้ำอีกที โหย่วฉาไม่ใช่ของเผ็ด ขิงกับกระเทียมให้แค่กลิ่นอุ่น คนกินเผ็ดไม่เก่ง เด็ก หรือผู้สูงอายุดื่มได้สบาย ถ้าถ้วยแรกรู้สึกขมแปลกลิ้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ลองตามคำแนะนำข้อ 1 แล้วถ้วยที่สองจะเริ่ม "เก็ต"
อาหารกุ้ยหลินคือสายเบาๆ สดๆ เน้นเส้นข้าวและรสกลมกล่อม — โหย่วฉาเป็นแค่จุดเริ่มต้น