น้ำตกหินปูนสีเขียวเทอร์ควอยซ์ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ห่างตัวเมืองราว 65 กม. — เดินขึ้นทีละชั้นจาก 1 ถึง 7 แวะลงเล่นน้ำในสระใส มีปลาเข้ามาตอดเท้าจั๊กจี้ ๆ ภาพที่คนกาญจน์อยากให้คุณได้เห็นสักครั้ง
บอกตรง ๆ ว่ากาญจนบุรีมีน้ำตกหลายแห่ง แต่ถ้าจะเลือกไปได้แห่งเดียว คนส่วนใหญ่จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "เอราวัณ" เหตุผลคือสีน้ำ — มันเขียวมรกตจนดูเหมือนตกแต่งมา ผลจากหินปูนใต้น้ำที่ทำให้สระแต่ละชั้นมีสีฟ้าอมเขียวสว่าง ตัดกับโขดหินขาวและป่าเขียวรอบ ๆ เป็นภาพที่เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงพูดถึงกันไม่หยุด
น้ำตกเอราวัณ อยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อำเภอศรีสวัสดิ์ ห่างจากตัวเมืองกาญจน์ราว 65 กิโลเมตร ตัวน้ำตกไหลลดหลั่นลงมาเป็น 7 ชั้น ตามไหล่เขา รวมระยะเดินจากชั้น 1 ถึงชั้น 7 ราว 1.5–2 กิโลเมตร ชั้นล่าง ๆ เดินสบายทางเรียบ ส่วนชั้นบนเริ่มชันขึ้น ทางเป็นหินและรากไม้ บางช่วงต้องปีนป่ายเล็กน้อย — เพราะแบบนี้ รองเท้ายางหรือรองเท้าผ้าใบที่เปียกได้ จึงสำคัญมาก อย่าใส่แตะหูหนีบขึ้นไป
ชื่อ "เอราวัณ" มาจากช้างสามเศียรในตำนาน เพราะน้ำตกชั้นบนสุดมีรูปทรงคล้ายหัวช้างสามเศียร และที่ทำให้ที่นี่ต่างจากน้ำตกทั่วไปคือ — คุณลงเล่นน้ำได้จริง หลายชั้นมีสระธรรมชาติให้แช่ตัว มีปลาตัวเล็กว่ายเข้ามาตอดผิวหนังเหมือนสปาปลาธรรมชาติ คนไปครั้งแรกมักตกใจตอนปลาเข้ามารุม แต่พอชินก็สนุกดี
ชั้นล่างเดินง่ายลงเล่นน้ำได้เลย ชั้นบนชันขึ้นและสวยขึ้นเรื่อย ๆ — รู้ก่อนจะวางแผนแรงได้ถูก
สามชั้นแรกเดินจากลานจอดรถไม่ไกล ทางค่อนข้างเรียบ มีสะพานและทางเดินปูน สระน้ำกว้างคนนิยมลงเล่นกันมากที่สุด เพราะเข้าถึงง่ายและน้ำไม่ลึกเกินไป ถ้ามากับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ แค่ชั้น 1–3 ก็เห็นความสวยของเอราวัณได้ครบแล้ว ชั้น 2 (วังมัจฉา) เป็นสระยอดนิยมที่ปลาเยอะ
ขึ้นมาชั้น 4–5 ทางเริ่มเป็นบันไดหินและรากไม้ ต้องใช้แรงขึ้น แต่คนน้อยลงและน้ำใสสวยขึ้นเรื่อย ๆ ชั้น 4 มีโขดหินที่บางคนใช้ไถลลงสระเหมือนสไลเดอร์ธรรมชาติ (ระวังลื่น) ช่วงนี้รองเท้ายางช่วยได้มาก เพราะต้องเดินผ่านน้ำและหินเปียกหลายจุด
ชั้น 6–7 เป็นช่วงที่ชันและสมบุกสมบันที่สุด บางช่วงต้องปีนป่ายโขดหินและจับเชือก แต่รางวัลคือสระสีมรกตเข้มที่คนน้อยที่สุด และชั้น 7 ที่มีม่านน้ำรูปทรงคล้ายหัวช้างสามเศียรอันเป็นที่มาของชื่อ ถ้าตั้งใจจะขึ้นถึงชั้น 7 ต้องเผื่อแรงและเวลา — และต้องเริ่มเดินขึ้นก่อนบ่าย เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ให้ขึ้นชั้นบนหลังราวบ่ายสามครึ่ง
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ชุดว่ายน้ำ (ใส่ไว้ข้างในตั้งแต่บ้านเลยจะง่ายกว่า เพราะห้องเปลี่ยนเสื้อผ้ามีจำกัด), รองเท้ายางหรือรองเท้ารัดส้นที่เปียกได้ สำหรับเดินหินเปียกและลงสระ, น้ำดื่ม (ยิ่งขึ้นชั้นบนยิ่งหาซื้อยาก), ผ้าเช็ดตัว และถุงกันน้ำใส่มือถือ กระเป๋าเล็กไว้พกของจำเป็นจะคล่องตัวกว่าหิ้วของเยอะ ๆ ขึ้นเขา
เรื่องเงิน — จุดเก็บค่าเข้าและร้านค้าในอุทยานมักรับแต่เงินสด ควรเตรียมเงินสดไปให้พอ ทั้งค่าเข้า ค่าจอดรถ และค่ากินดื่ม
เพื่อลดขยะบนเส้นทาง อุทยานมีระบบ มัดจำขวดพลาสติกราว 20 บาทต่อขวด ถ้าคุณจะนำขวดน้ำพลาสติกขึ้นไปเหนือชั้น 2 ต้องวางมัดจำกับเจ้าหน้าที่ที่ซุ้มทางเข้า แล้วได้เงินคืนเมื่อนำขวดเปล่ากลับลงมา เป็นวิธีที่ช่วยให้ป่าและน้ำตกสะอาด ช่วยกันทำตามนะ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามนำแก้ว โฟม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าพื้นที่น้ำตก (มีค่าปรับ)
เสน่ห์อย่างหนึ่งของเอราวัณคือ ปลาในสระที่จะว่ายเข้ามาตอดผิวหนัง โดยเฉพาะที่เท้าและขา รู้สึกเหมือนถูกจิ้มจั๊กจี้ ๆ แต่ไม่เจ็บ เหมือนได้สปาปลาฟรี ๆ ครั้งแรกอาจสะดุ้ง แต่ส่วนใหญ่พอชินก็เพลิน — แต่อย่าให้อาหารปลาหรือสัตว์ป่า เพราะผิดกฎอุทยานและทำให้ระบบนิเวศเสีย บางสระที่ลึกจะบังคับให้ใส่เสื้อชูชีพ มีให้ยืมที่จุดนั้น และไม่ควรปล่อยเด็กลงเล่นน้ำลำพัง
เรื่องช่วงเวลามาเที่ยวเอราวัณมีจุดที่ต้องบอกตรง ๆ เพราะแต่ละฤดูให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจน — และมันแลกกันระหว่าง "น้ำเยอะสวย" กับ "เดินง่ายปลอดภัย"
สรุปง่าย ๆ ถ้าอยากเห็นน้ำเขียวเต็มชั้นแบบในรูปสวย ๆ ให้มาช่วงปลายฝนถึงต้นหนาว (ราว ต.ค.–ธ.ค.) น้ำยังเยอะแต่ทางเริ่มแห้งเดินง่ายขึ้น ถ้าเน้นเดินขึ้นถึงชั้น 7 สบาย ๆ เลือกหน้าหนาว ถ้ามาหน้าร้อนน้ำจะน้อยกว่าแต่ก็ยังลงเล่นได้และอากาศร้อนทำให้สระน้ำเย็นน่าลงมากขึ้น · อ่านภาพรวมฤดูทั้งประเทศได้ที่ ช่วงไหนเที่ยวไทยดีที่สุด และเจาะเฉพาะกาญจน์ที่ เที่ยวกาญจนบุรีเดือนไหนดี
น้ำตกอยู่ห่างตัวเมืองกาญจน์ราว 65 กม. ขึ้นไปทางเขื่อนศรีนครินทร์ ไม่มีรถเมล์สาธารณะวิ่งถึงหน้าน้ำตกตรง ๆ จึงต้องวางแผนการเดินทางสักหน่อย — มีหลายทางเลือกตามงบและความยืดหยุ่นที่อยากได้
เอราวัณคือไฮไลต์ธรรมชาติ แต่กาญจน์ยังมีทั้งประวัติศาสตร์ รถไฟสวย ๆ และน้ำตกอีกหลายแห่งให้เก็บ