เมืองเก่าที่เวลาหยุดนิ่งมาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่ของกินไม่ได้หยุดพัฒนา — เนื้อฮิดะวากิวย่างหน้าร้านในซันมาจิ มิตาราชิดังโงะซีอิ๊วล้วนไม่มีความหวาน โฮบะมิโซะบนใบแมกโนเลีย และสาเกโรงเล็กที่อยู่มาหลายร้อยปี
เอาจริงๆ ทาคายามะอาจเป็นเมืองที่กินอร่อยที่สุดในภูมิภาคชูบุ — ไม่ใช่เพราะมีร้านมิชลินเต็มเมือง แต่เพราะทุกอย่างที่นี่มีที่มาชัดเจน วัวฮิดะ (飛騨牛) ที่กินหญ้าบนทุ่งสูงของเทือกเขาญี่ปุ่นแอลป์มาตลอดชีวิต แต่ละตัวมีใบรับรองพร้อมหมายเลขตามสาย ข้าวที่ใช้ทำดังโงะปลูกในหุบเขาฮิดะที่อากาศเย็นทั้งปี สาเกหกโรงที่ยังต้มอยู่ในซันมาจิดูดซับแร่ธาตุจากน้ำใต้ดินเทือกเขาฮิดะ
อาหารทาคายามะไม่ได้หรูหราในแบบโตเกียว — แต่มีความเฉพาะตัวที่หาที่อื่นไม่ได้ โฮบะมิโซะ ย่างบนใบแมกโนเลียแห้ง เป็นวิธีกินที่ชาวฮิดะใช้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีเตาแก๊ส มิตาราชิดังโงะ สไตล์ทาคายามะไม่มีน้ำตาลเลย ใช้แค่ซีอิ๊วถูกมือย่างถ่าน — ถ้าเคยกินดังโงะที่เกียวโตแล้วรู้สึกหวานเกิน มาที่นี่แล้วจะเข้าใจว่ามีอีกสไตล์หนึ่ง เราเลือก 7 จาน ที่บอกเล่าเมืองนี้ได้ดีที่สุด พร้อมคู่มือกินในหนึ่งวัน
เรียงตามเส้นทางของวัน — กินตามลำดับนี้ได้เลยไม่ต้องคิด
1
ลองนึกภาพดังโงะที่คุณเคยกิน — ส่วนใหญ่จะราดน้ำซอสหวานข้น แต่ที่ทาคายามะไม่ใช่แบบนั้น ที่นี่แค่ทาซีอิ๊วดีๆ แล้วย่างบนถ่านไฟต่ำจนหอม กลิ่นซีอิ๊วไหม้เบาๆ ลอยมาแต่ไกล ลูกข้าวนุ่มยืด กรอบเล็กน้อยรอบนอก ไม่มีรสหวานเลยแม้แต่นิดเดียว — กินคู่กับน้ำชาร้อนก็ดีมาก ของว่างเดินซันมาจิที่ดีที่สุดที่คุณจะหาได้ในราคา ¥100–200 ต่อไม้
2
บอกตรงๆ: เนื้อฮิดะไม่ใช่เนื้อวากิวที่ถูกที่สุด แต่ถ้าเลือกได้ทดลองในทาคายามะซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดจะคุ้มกว่า วัวฮิดะต้องเลี้ยงในจังหวัดกิฟุไม่ต่ำกว่า 14 เดือน ผ่านการรับรองเกรด BMS (ลายหินอ่อน) ก่อนตราสัญลักษณ์ฮิดะวัว ไขมันละลายที่ต่ำกว่า 37°C นั่นคือไขมันในปากก็ละลายเลย แบบเดินกินอย่าง "เนื้อเสียบไม้ย่าง" (¥600–800) และ "ค็อกเก็ตเนื้อฮิดะ" (¥200–350) คือทางเข้าถึงง่ายที่สุด
3
ใบโฮบะ (朴葉) คือใบแมกโนเลียแห้งขนาดใหญ่ที่ชาวฮิดะใช้เป็น "กระทะ" มาหลายร้อยปี — วางบนเตาถ่านเล็กๆ แล้วตักมิโซะกับเห็ด ต้นหอม และผักฤดูกาลลงไปผัดข้างบน กลิ่นใบไม้อ่อนๆ ที่ไหม้จะส่งให้กลิ่นมิโซะหอมขึ้นอีกระดับ บางร้านใส่เนื้อฮิดะสไลซ์บางลงไปด้วย ถ้าเคยกินมิโซะซุปมาตลอดชีวิตแล้วอยากรู้ว่ามิโซะรสชาติอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก — โฮบะมิโซะคือคำตอบ
4
ทาคายามะราเม็งเรียกอีกชื่อว่า "ชูกะโซบะ" (中華そば) — ซุปใสสีอำพันทำจากกระดูกหมูหรือไก่ต้มกับสาหร่ายคอมบุ รสซีอิ๊วอ่อนมากจนกินแล้วไม่ข้นคอ เส้นบางหยักเล็กน้อย ท็อปปิ้งหมูชาชูสองชิ้น เมนมา (หน่อไม้ดอง) และต้นหอมสับ ไม่มีความซับซ้อนพิเศษ แต่ความสะอาดของซุปที่ทำจากน้ำภูเขาฮิดะคือสิ่งที่คนทาคายามะภูมิใจ นักกินหลายคนบอกว่ากินทุกวันก็ไม่เบื่อ
โกะเฮมิโมจิเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวฮิดะกินมาตั้งแต่สมัยเอโดะ — ข้าวปั้นหยาบๆ แบนๆ เสียบไม้แล้วย่างถ่านจนเปลือกนอกกรอบเล็กน้อย จากนั้นทาซอสมิโซะผสมวอลนัตหรืองาด้านหน้า กลิ่นซอสไหม้หอมกับถ่านลอยออกมาจากซอยซันมาจิได้ยินแต่ไกล รสชาติหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อข้าวเหนียวนุ่ม กินแทนของว่างช่วงบ่ายได้พอดีก่อนมื้อเย็น ที่ Suzuran บนถนนยาสุกาวะราคา ¥400 ต่อชิ้น
6
ครั้งหนึ่งทาคายามะเคยมีโรงสาเกกว่า 60 แห่ง ตอนนี้เหลือ 6 โรง — แต่ทั้ง 6 ยังคงใช้น้ำใต้ดินจากเทือกเขาฮิดะและข้าวท้องถิ่น สาเกฮิดะมักมีรสละมุนและหอมดอกไม้กว่าสาเกภาคเหนือ เพราะอากาศหนาวช้าทำให้ยีสต์หมักเชื่องช้า ผลิตกลิ่นฝรุ่น (ginjo ester) มากกว่า เดินเข้าไปใน Funasaka Shuzo หรือ Harada Sake Brewery แล้วชิมไปเรื่อยๆ ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก — ถ้าชอบอันไหนซื้อขวดเล็กกลับเป็นของฝากได้
7
เคยเจอไหมที่ตลาดเช้าที่มีแม่ค้าเป็นคุณยายเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่พ่อค้าขายส่ง — ที่มิยากาวะยังมี ตลาดนี้เปิดมากว่า 300 ปี เกษตรกรในพื้นที่เท่านั้นที่มีสิทธิ์วางแผง ขายผักสด ผักดองโฮมเมด แอปเปิลฮิดะ เห็ดสด มิโซะบ้าน น้ำผึ้งภูเขา และของว่างเช้าอย่างดังโงะและค็อกเก็ตเนื้อฮิดะ ตลอดแนวแม่น้ำมิยากาวะ 350 เมตร อากาศเช้าๆ กับกลิ่นน้ำแม่น้ำ — นี่คือประสบการณ์ที่ทาคายามะให้ได้และที่อื่นไม่ได้
เส้นทางกินที่เดินได้ทั้งหมดในรัศมีทาคายามะเมืองเก่า ไม่ต้องนั่งรถ
เริ่มที่ตลาดมิยากาวะก่อน — ซื้อมิตาราชิดังโงะร้อนๆ กับดื่มน้ำผึ้งมะนาวหรือชาเขียวร้อน เดินดูแผงผักสด ผักดองโฮมเมด และแอปเปิลฮิดะ หลังจากนั้นเดินข้ามสะพานมาตลาดจินยะมาเอะซึ่งเล็กกว่าแต่บรรยากาศใกล้ชิดกว่า ที่นี่ขายค็อกเก็ตเนื้อฮิดะที่เกษตรกรทำเอง งบ: ¥300–600
เข้าย่านซันมาจิสุจิตอนนักท่องเที่ยวเพิ่งเริ่มเดินทาง หาโกะเฮมิโมจิย่างถ่านร้อนๆ ชิมก่อนหนึ่งชิ้น ถ้าหิวมากขึ้นไปหยิบเนื้อฮิดะเสียบไม้ย่างสดที่แผงขาย — กินตอนร้อนๆ ไขมันยังละลายอยู่ในปาก แวะโรงสาเกสักหนึ่งแห่ง (Funasaka หรือ Harada) ชิมฟรีหรือซื้อ tasting flight เล็ก งบ: ¥1,000–2,000
ราเม็งสไตล์ทาคายามะ (ชูกะโซบะ) เป็นมื้อกลางวันที่สมบูรณ์แบบ — ซุปใสสะอาด กินแล้วไม่หนักสำหรับช่วงบ่ายที่ยังต้องเดินต่อ ลองที่ Ebisu Soba ในซันมาจิซึ่งเปิดมากว่าร้อยปี หรือ Masutaya ที่คิวจะสั้นกว่าในวันธรรมดา งบ: ¥800–1,200
ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชิมสาเกเพราะยังมีเวลาเดินเล่นต่อ แวะ Hirase Shuzo ซึ่งชาร์จ ¥500 สำหรับ 30 นาที self-pour จากเกือบ 30 ขวด — คุ้มมากถ้าอยากชิมหลายสไตล์ จบด้วยมิตาราชิดังโงะอีกไม้ก่อนเดินกลับ งบ: ¥700–1,200
จบวันด้วยโฮบะมิโซะที่ Suzuya ซึ่งจุดเตาถ่านที่โต๊ะให้ทุกคน — ฟังเสียงมิโซะฟู่บนใบแมกโนเลียและกลิ่นหอมที่ลอยขึ้น ถ้างบสูงขึ้น สั่งโฮบะมิโซะพร้อมเนื้อฮิดะสไลซ์บางๆ วางลงไปผัดด้วยกัน นั่งนานๆ ได้ ร้านส่วนใหญ่ไม่รีบให้ออก งบ: ¥1,800–3,500
ทาคายามะเล็กพอเดินได้ทั้งหมด แต่รู้ว่าแต่ละย่านเก่งเรื่องอะไรช่วยวางแผนได้ดีกว่า
หัวใจของการกินเดินทาคายามะ — ร้านขายดังโงะ โกะเฮมิโมจิ และเนื้อฮิดะเสียบไม้เรียงรายตลอดสามซอยหลัก โรงสาเก Funasaka และ Harada ก็อยู่ในบริเวณนี้ ช่วงเช้าถึงบ่ายสองคือเวลาที่คึกคักที่สุด บางร้านปิดก่อน 17.00 น.
ตลาดเกษตรกรที่มีชีวิตชีวาที่สุดในทาคายามะ ตลอดแนว 350 เมตรริมแม่น้ำ ขายผักสด ผลไม้ฮิดะ มิโซะโฮมเมด และของว่างเช้า ควบกับบรรยากาศน้ำไหลและอากาศเย็นยามเช้า ปิดตอนเที่ยงทุกวัน ถ้ามาสายเกินไปของสดจะหมดก่อน
ตลาดเช้าเล็กกว่ามิยากาวะแต่บรรยากาศใกล้ชิดกว่า นี่คือตลาดที่เกษตรกรตัวจริงเดินมาเองพร้อมตะกร้าผักจากไร่ บริเวณรอบๆ มีร้านอาหารกลางวันที่เสิร์ฟโฮบะมิโซะและเมนูฮิดะสัปดาห์ละครั้ง
ย่านช้อปปิ้งที่มีร้านค้าท้องถิ่นรวมทั้ง Suzuran ที่ขายทั้งมิตาราชิดังโงะและโกะเฮมิโมจิในร้านเดียวกัน เดินระหว่างซันมาจิกับสถานีก็ผ่านย่านนี้ เหมาะสำหรับจบวันด้วยการซื้อของฝากก่อนขึ้นรถไฟ
ร้านที่นักกินท้องถิ่นและนักเดินทางที่มาซ้ำแนะนำกันมาหลายสิบปี
ถ้าต้องเลือกร้านเดียวสำหรับมื้อเย็นที่ทาคายามะ Suzuya คือคำตอบที่นักเดินทางที่มาทาคายามะซ้ำหลายครั้งมักให้ — โฮบะมิโซะที่นี่จุดเตาถ่านที่โต๊ะให้ทุกคน กินกับข้าวขาวฮิดะ ซุปมิโซะ และผักดองโฮมเมด ถ้าสั่งเวอร์ชันพร้อมเนื้อฮิดะ ไขมันเนื้อจะหลอมลงไปกับมิโซะและเห็ด ได้กลิ่นใบแมกโนเลียหอมอุ่นตลอดมื้อ แนะนำจองล่วงหน้าช่วงเทศกาลเมษายนและตุลาคม
Funasaka ตั้งอยู่บนมุมหนึ่งของซอยเก่าที่มีลำน้ำใสๆ ไหลผ่าน — อาคารไม้สีเข้มปีนขึ้นไปสองชั้น มีห้องชิมที่เปิดให้เข้าฟรี ชิมสาเกหลักได้ไม่กี่ชนิด ถ้าต้องการชิมจริงจังมีแพ็กเกจ tasting ¥500 / 3 แก้ว เลือกได้เองจากชาร์ต ขวดเล็ก 180ml ราคา ¥600–1,200 เหมาะซื้อกลับเป็นของฝาก ลิ้มรสแล้วเลือกชิมก่อน
เก่าที่สุดในเมืองและน่าจะเป็นประสบการณ์ชิมสาเกที่คุ้มที่สุดใน ¥500 ก็ได้ — จ่ายครั้งเดียว เทสาเกเองจากประมาณ 30 ขวดได้นาน 30 นาที สาเก Kusudama เป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากน้ำเทือกเขาฮิดะและข้าวท้องถิ่น รสละมุนฝรุ่นแบบ daiginjo เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่มสาเกแต่อยากลองชิมหลายแบบ
ร้านที่ทำเส้นชูกะโซบะ (ราเม็งสไตล์ทาคายามะ) มาตั้งแต่ยุคเมจิ อาคารดั้งเดิมในเขตอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ราเม็งที่นี่ใช้ซุปเดิมสูตรไม่เปลี่ยน ชามเรียบง่ายมาก ไม่มี topping พิเศษ แต่ความสะอาดของซุปจากน้ำฮิดะทำให้รู้สึกว่ากินชามนี้แล้วสงบจริงๆ เซ็ตโซบะกับเทมปุระ ¥1,700 คุ้มสำหรับมื้อกลางวัน